Pages

2011/06/12

Live like you were dying


บางทีช่วงที่เซ็งๆ หน่ายๆ ก็มักเข้า Youtube ฟังเพลงที่มันช่วยกระตุกจิตสำนึกบ้าง



เสน่ห์อย่างหนึ่งของเพลงสากล (จริงๆ คือเพลงภาษาอังกฤษ) คือ มีเนื้อหาที่หลากหลายกว่าเพลงไทยที่มักจะไม่พ้นเรื่องรัก โลภ โกรธ หลง ฟังแล้วจะพาใจให้หลงผิด ยิ่งยึดติดในอารมณ์ต่างๆ แน่นขึ้นไปอีก เช่น เศร้าอยู่แล้วก็จะเศร้าปางตาย บางครั้งถึงขั้นฆ่าตัวตาย สุขอยู่แล้วก็จะหลงติดสุข คิดว่ามันจะแฮปปี้เอ็นดิ้งแบบเทพนิยายดิสนีย์ ฯลฯ


เพลงที่จะแนะนำในวันนี้ ตามความคิดของผม คือหนึ่งในเพลงที่เนื้อหาดีที่สุด เท่าที่เคยได้ฟังมา(แม้จะบิ้วท์อารมณ์ไปหน่อย) คนแต่งคงตั้งใจให้เป็นสูตรสำเร็จ ถ้าเปรียบกับหนังก็เป็นหนังดราม่าหวังชิงออสการ์ ไม่ใชหนังสุดโต่งที่ต้องตีความหรือแหวกตลาดแบบพวกที่ฉายในเทศกาลซันแดนส์


เนื้อเพลงมีดังนี้ ...



LIVE LIKE YOU WERE DYING by Tim McGraw.

Verse 1
He said I was in my early forties, with a lot of life before me
And one moment came that stopped me on a dime
I spent most of the next days, looking at the x-rays
Talking bout' the options and talking bout' sweet times.
I asked him when it sank in, that this might really be the real end
How's it hit 'cha when you get that kind of news?
Man what did ya do?
He said

Chorus
I went skydiving
I went rocky mountain climbing
I went two point seven seconds on a bull named Fu Man Chu
And I loved deeper
And I spoke sweeter
And I gave forgiveness I'd been denyin'
And he said some day I hope you get the chance
To live like you were dyin'

Verse 2
He said I was finally the husband, that most the time I wasn't
And I became a friend, a friend would like to have
And all of a sudden goin' fishin, wasn't such an imposition
And I went three times that year I lost my dad
Well I finally read the good book, and I took a good long hard look
At what I'd do if I could do it all again
And then

Chorus
I went skydiving
I went rocky mountain climbing
I went two point seven seconds on a bull named Fu Man Shu
And I loved deeper
And I spoke sweeter
And I gave forgiveness I'd been denyin'
And he said some day I hope you get the chance
To live like you were dyin'

Bridge
Like tomorrow was the end
And ya got eternity to think about what to do with it
What should you do with it
What can I do with it
What would I do with it

Skydiving
I went rocky mountain climbing
I went two point seven seconds on a bull named Fu Man Chu
And man I loved deeper
And I spoke sweeter
And I watched an eagle as it was flyin'
And he said some day I hope you get the chance
To live like you were dyin'

To live like you were dyin' (4x)





สำหรับคนไม่เคยฟังเพลง ตามลิ้งก์นี้ไปครับ

http://www.youtube.com/watch?v=XiOcW_YR1G8




ช่วงที่กินใจสุด รู้สึกว่ามันพีคสุดในเพลงก็คือ

"And I spoke sweeter
And I loved deeper
And I gave forgiveness I've been denying..."

มันแฝงความเจ็บปวด เพราะที่ผ่านมาเราอาจจะไม่ได้ทำดีกับคนที่เรารักอย่างเพียงพอ
ไม่ได้ชื่นชมยินดีในความรักที่ใครต่อใครให้มอบให้เรา และที่สำคัญ เราไม่เคยให้อภัยใครบางคนเลย...



สุดท้ายขอฝากทุกคนว่า

I hope you get the chance
To live like you were dying...



2011/06/10

กับดักทางการเงินของชนชั้นกลาง(ที่กำลังสร้างตัว)




หลังจากรอบหมุนเวียนที่นครศรีฯ รอบนี้ ไม่มีแผนทำอะไร...



ทีแรกมีตั๋วแอร์เอเชียไป-กลับสิงคโปร์(คนเดียว) รวมห้าวันสี่คืน ตอนจองวางแผนไว้ว่าจะไปเป็นแบ็คแพ็คเกอร์ เหงาๆ ชิวๆ ที่ต่างประเทศ พูดภาษาฝรั่ง ไม่ต้องมีใครรู้จักมาทักให้เสียความเป็นส่วนตัว (ทำอย่างกับเป็นคนดังน่ะนะ) ไปเที่ยวที่แปลกที่ไม่เคยไป แบบ unseen จริงๆ ไปดูป่าชายเลนที่สิงคโปร์ ไปเดินตลาดท้องถิ่น อะไรเทือกนั้น

พอถึงเวลาจริงๆ ความเหนื่อยและเนือยมันมากกว่าที่คิด เนื่องด้วยไอ้สิงคโปร์เนี่ย ไปมาสามรอบแล้ว รอบแรกไปกะเพื่อนๆ ที่ทำงาน ติดใจหรือยังไงไม่รู้ รอบสองเลยอาจหาญพาแม่เที่ยวต่างประเทศเป็นครั้งแรก (เลยต้องหาทีที่ราคาไม่แพงก่อน) รอบที่สามก็อยากพาน้องๆ ไปเที่ยวบ้างให้สมกับที่เรียนและทำงานกันเหน็ดเหนื่อย นั่งคิดสัพเพเหระไปเรื่อย เริ่มคิดว่าไม่ควรไปหรือเปล่าหว่า? เพราะไหนจะค่ากินค่าที่พักโน่นนี่นั่น อาจเสียเงินอีกเป็นหมื่น...

เฉลียวใจขึ้นมา เหลียวแว้บไปค้นดูบิลเรียกเก็บตังค์ต่างๆ ที่ประดังเข้ามา ไหนจะค่าประกันชีวิตสองหมื่นกว่า อ้าวนั่นค่าบัตรเครดิตที่ยังไม่ทันรูดก็มีรายจ่ายรอไว้ก่อนแล้ว (ผ่อนโน้ตบุ๊ค ผ่อนกล้อง บริจาคยูนิเซฟ ฯลฯ) เอ้อ เกือบลืมหนี้ที่ผ่อนสหกรณ์บริษัท ที่กู้มาซื้อรถ(ที่ตอนนี้คุณแม่คนเก่งยึดไปซะละ ฮ่าๆ)


คำนวณคร่าวๆ ทางการเงินได้ว่า หากทิ้งตั๋วไปซะ ขอค่าภาษีสนามบินคืน แล้วเก็บตัวหยุดอยู่บ้านเฉยๆ จะส่งผลดีต่อชีวิตมากกว่า...



วันหยุดที่ผ่านมาเลยถือโอกาสอยู่เฉยเฉย อย่างจริงจังมาก(ฮา)

กิจกรรมก็พอมีบ้างละ แต่มันก็ไม่พ้น เล่นเกมส์ อ่านหนังสือ(ที่บ้าซื้อไว้เป็นกุรุส) ซักผ้า ตากผ้า ล้างจาน กวาดบ้าน ถูบ้าน จัดห้อง ไปเรื่อยเปื่อย... ไม่ได้จดจ่ออะไรอยุ่นาน จับนี่วางนั่นไปเรื่อย




แต่สิ่งที่นึกขึ้นได้และอยากเขียนถึงในบล็อกวันนี้ก็คือ
"กับดักทางการเงินของคนรุ่นเราที่กำลังสร้างตัว"


ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า นิยามของ "คนที่กำลังสร้างตัว" ก็คือคนที่เพิ่งจะยกตัวจากฐานะปานกลางค่อนไปทางยากจนเพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ตามนิยามที่สังคมหรือใครสร้างให้ก็แล้วแต่ ว่าเราควรจะมี บ้านเป็นของตัวเอง รถยนต์ซักคัน พอมีกินมีใช้ให้สมฐานะ หาโอกาสพักผ่อนท่องเที่ยวบ้างเป็นการชาร์ตแบตเตอรี่ บลาๆๆๆๆ


ผมเองก็เป็นหนึ่งใน "คนที่กำลังสร้างตัว" ที่ว่า ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่กำลังสร้างตัวจากฐานของการศึกษา (ที่กำลังขยายวงกว้างและปีนบันไดปริญญาตรี-โท-เอกขึ้นไป) เนื่องด้วยบรรพบุรุษของคนเหล่านี้ไม่ได้มีกิจการพันล้าน หรือที่ดิน อาคารสำนักงานให้เช่า แล้วจะมานั่งกินนอนกินบุญเก่าได้ คงหวังพึ่งดีกรีปริญญามาสมัครงานหากินเลี้ยงชีพไปเรื่อยๆ ถ้ากล้าๆ หน่อยก็อาจสะสมเงินแล้วเริ่มต้นทำอะไรซักอย่างที่เป็น "ของเรา" จริงๆ



แล้วไอ้ "กับดัก" ที่ว่า คืออะไร?

เปรียบเทียบเหมือนการวิ่งแข่งของเต่ากับกระต่าย หากจุดหมายคือการมีชีวิตที่ดี และยกระดับตนเองขึ้น มีบ้าน มีรถ ไม่มีหนี้สิน ฯลฯ คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ก็กำลังเป็นกระต่าย ต่างกับคนรุ่นก่อนๆ ที่เปรียบเหมือนเต่า



ทำไมถึงเปรียบอย่างนั้น?

คนสมัยเรามีสิ่งล่อตาล่อใจ ล่อเราให้ติดกับและหลบมาพักนอน ไม่ยอมวิ่งแข่งในสนามอย่างที่ควรจะทำ ยืดเวลาที่จะถึงเส้นชัยแห่งจุดหมายชีวิตให้ช้าเชื่องไปอีก บางคนอาจมีข้ออ้างที่ว่า "ก็คนในสังคมเค้าก็ทำกัน ก็เพื่อนเค้ามีกัน ก็ใครๆเค้าก็ซื้อกัน ฯลฯ" ข้ออ้างต่างๆ พรั่งพรูออกมาจากจิตใต้สำนึกที่ไม่ทันได้สำนึก ไม่สำนึกเลยว่าคนเรามีฐานต่างกัน มีบุญวาสนาต่างกัน

แน่นอนเราอาจจะมีการศึกษาที่ดีพอควร และด้วยข้อได้เปรียบอันนี้ทำให้เรามีรายได้มากกว่ามาตรฐานเมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ แต่หากฐานทางบ้านเราไม่ได้ร่ำรวยอะไร การบ้าซื้อ บ้าบริโภคตามคนที่อันจะกินย่อมรังแต่จะเหนี่ยวรั้งเราให้จมอยู่กับความไม่ก้าวหน้า

ธรรมชาติของคน หากเราได้รับบางสิ่งอยู่เรื่อยมา และใช้สอยมันโดยไม่เคยขาดแคลน เราจะไม่เคยเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีนั้น ตรงข้าม หากเรายังไม่มีสิ่งใด ก็พยายามจะไขว่คว้าทุกทางให้ได้มันมา หารู้ไม่ว่า เมื่อเราได้สิ่งนั้นมาแล้ว มันก็จะเปลี่ยนเป็นของเล่นเก่าๆ ที่เราเบื่อในที่สุด และเราก็จะดิ้นรนหาของเล่นใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ

บางทีเราอาจจะลืมนึกถึงสิ่งที่สำคัญกว่า ปล่อยให้กิเลสและความอยากชั่วครู่มาทำให้เราไขว้เขวและออกนอกลู่นอกทาง



อ่านถึงตรงนี้ก็คงพอจะเห็นภาพบ้าง


ส่วนตัวผมเองก็เช่นกัน เคยคิดว่าอยากเดินทางรอบโลก จะเก็บเงินไปเที่ยวต่างประเทศอย่างน้อยปีละครั้ง เป็นสิ่งที่คิดเองเออเองว่าเจ๋งที่สุดแล้ว

แต่ในความเป็นจริง เราจะไปเที่ยวอย่างสะดวกใจได้อย่างไร หากเรายังไม่ทำสิ่งที่สำคัญกว่าให้กับตัวเองและคนที่เรารัก?

รถก็ยังผ่อนไม่หมด...
ที่ดินหลังบ้านก็ยังไม่ได้ถม...
พ่อแม่ก็แก่ตัวลงทุกวัน ถ้าป่วยหนักจะเอาเงินที่ไหนสำรองรักษา?
แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเงินที่หาได้รายเดือนของเรา จะคงระดับเท่าเดิมไปตลอด?
แน่ใจหรือว่าจะไม่มี น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภัยพิบัติ เกิดกับครอบครัวเรา?


เมื่อได้ไตร่ตรอง
ใช้สติคู่กับปัญญา
ตอนนี้ผมตาสว่างขึ้นบ้างแล้ว.