Pages

Showing posts with label Books. Show all posts
Showing posts with label Books. Show all posts

2011/05/08

นักสะสมหนังสือ (Book Collector)


นักสะสมหนังสือ (Book Collector)


ทุกคนต้องเคยสะสมอะไรซักอย่าง

หลายคนอาจเคยเป็นเหยื่อของกรมไปรษณีย์โทรเลข(ปัจจุบันยกเลิกกรมนี้ไปแล้ว กลายเป็นบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด) นั่งตามซื้อสะสมแสตมป์แทบทุกชุด

รวยหน่อยก็สะสมที่ดิน สะสมรถยนต์ สะสมมอเตอร์ไซค์ สะสมบ้านพักตากอากาศ หรือไล่เรียงไปกระทั่งสะสมบ้านเล็กบ้านน้อย

ผู้หญิงอาจจะชอบสะสมเสื้อผ้า รองเท้า น้ำหอม ลิปสติก ฯลฯ

บางคนอาจจะสะสมของแปลกๆ เช่น ซากแมลงปอ ปอยผมของเด็กสาว ตั๋วหนังเลขโต๊ด ลอตเตอรี่ที่ถูกกิน ฯลฯ




ส่วนผมเองสะสมหนังสือ

เคยประมาณไว้คร่าวๆ ว่าน่าจะมีสะสมไว้เกินหนึ่งพันเล่ม



ผมไม่ใช่นักอ่าน หรือคนรักหนังสือเข้ากระดูก ไอ้คำว่า "นักสะสมหนังสือ" นี่ละเหมาะมาก เพราะเนื้อแท้ของผมไม่ใช่คนรักการอ่านที่จะอ่านดะไปทุกแนว เพราะส่วนใหญ่จะเลือกอ่านเล่มที่ชอบ และมักจะอ่านซ้ำๆ ส่วนเล่มที่ไม่ชอบก็ผัดผ่อนได้เรื่อยๆ ว่าจะอ่าน จะอ่าน แต่ก็ไม่เคยอ่านเสียที


ถามตัวเองว่าทำไมบ้าซื้อหนังสือ ก็ได้คำตอบว่า
  • บางเล่มซื้อเพราะชอบจริงๆ อยากอ่านจริงๆ
  • บางเล่มซื้อเพราะมันถูก มันลดราคา
  • บางเล่มซื้อเพราะมันดังติดอันดับ
  • บางเล่มซื้อเพราะอยากให้พ่อ แม่ น้องๆ อ่าน แต่เค้าก็ไม่อ่าน เลยเอามาเก็บซะเอง
  • บางเล่มซื้อเพราะชอบตัวนักเขียน
  • บางเล่มซื้อเพราะได้รางวัล
  • บางเล่มซื้อเพราะขายดีพิมพ์ซ้ำหลายรอบ (แสดงว่ามันต้องมีอะไรดีแน่ๆ)
  • บางเล่มซื้อเพราะชื่อเรื่อง หรือหน้าปก (Judge the book by its cover ขนานแท้)
  • บางเล่มซื้อเพราะอยากให้ตัวเองอ่านหนังสือเล่มนั้น แนวนั้น เพราะมันจะเท่มาก ถ้าได้อ่าน
  • และเหตุผลยิบย่อยร้อยห้าสิบ เกินจะบอกได้หมด

และผลกรรมของการบ้าซื้อ คือ
  • อ่านไม่ทัน และพานรู้สึกผิด ( "พาน" นี้ใช้ถูกแล้ว ส่วนมากมักใช้ผิดว่า "พาล")
  • ไม่มีที่จะเก็บ กองเกะกะ
  • เป็นภาระในการทำความสะอาด
  • จะย้ายทีอยู่ทีนึงก็ต้องขนกันที หนาและหนัก
  • และที่สำคัญที่สุดคือ เปลืองเงิน


โชคดีที่นิสัยคนเรามันเปลี่ยนแปลงกันได้ ตั้งแต่ต้นปีนี้เลยคิดใหม่ทำใหม่
  • มุ่งมั่นเลิกซื้อหนังสือใหม่โดยเด็ดขาดจนกว่าจะอ่านของเก่าหมด
  • แน่นอนว่าข้อข้างต้นน่ะทำไม่ได้หรอก (ฮา) ดังนั้น เพื่อไม่ให้โหดจนเกินไป จึงอนุญาตตัวเองให้ผิดกฎข้อหนึ่งได้บ้าง โดยถ้าอยากได้จริงๆ ต้องคิดทบทวนอย่างดีว่า เหตุผลคืออยากอ่าน และอยากเก็บไว้ตลอดไป
  • หนังสือที่อ่านแล้ว ไม่คิดจะอ่านซ้ำ จะบริจาคออกไปให้หมด
  • หนังสือที่สวนทางกับเป้าหมายชีวิต ก็เช่นกัน
  • หนังสือที่ไม่เคยอ่าน ไม่คิดจะอ่าน ไม่อยากอ่าน (แล้วตอนนั้นซื้อมาทำไม?) ก็จะไม่รอด
  • และซักพักจะปรับใช้กฎข้อสุดท้าย คือ "ซื้อหนังสือใหม่มาเล่มหนึ่ง จะต้องเอาเล่มเก่าออกไปบริจาคหนึ่งเล่ม"

กฎข้อสุดท้ายนี้สำคัญมาก เพื่อคุมปริมาณหนังสือให้อยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้ ไม่เช่นนั้น หนังสือก็จะกลายเป็นสมบัติบ้าที่รอวันเป็นอาหารปลวก

ถ้าทำได้ตามข้อนี้ อัตราการซื้อหนังสือใหม่ย่อมลดลงได้อีกเยอะ



ว่าแล้วไปคุ้ยหนังสือมาอ่านดีกว่า :)



2011/05/06

First Things First

































หนึ่งในหนังสือที่เคยได้อ่านตั้งแต่สมัยเรียนอยู่เศรษฐศาสต์จุฬาฯ แล้วประทับใจมากคือ
7 Habits of Highly Effective Teens. หนังสือเล่มนี้เรียกง่ายๆ ว่าเป็นหนังสือลูกของหนังสือเล่มดัง 7 Habits of Highly Effective People. ซึ่งผู้แต่งก็คือลูกของ Stephen R. Covey นั่นเอง



ประโยคที่โดนใจมากในหนังสือเล่มนั้น คือ
"ใครบางคนไต่บันไดเพื่อก้าวไปสู่ความฝัน เพื่อจะค้นพบว่า บันไดที่ไต่มานั้นพาดอยู่ผิดตึก"
ส่วนตัวเองในตอนนั้นคิดว่า การเรียนเศรษฐศาสตร์คือการพาดบันไดผิดตึก



ชอบเนื้อหาทั้งเล่ม แต่บทที่ชอบที่สุด (อาจเป็นเพราะจี้ใจดำ) นั่นก็คือบทที่เกี่ยวกับการบริหารเวลา
"First Things First" ที่ว่าด้วยเรื่องเราควรจะทำอะไรก่อนกันแน่


แม้ว่าช่วงสิบปีที่ผ่านมาอาจจะทำอะไรไม่เป็นไปตามกฎที่ว่านัก (เกือบทั้งหมดนั่นแหละ)
แต่ก็ไม่สายหากจะลองมาจัดลำดับความสำคัญให้ทิศทางของชีวิตตัวเองเสียที



วาระนี้เลยจะมาดูว่าอะไรคือ Priority ของเรากันแน่
  • คุณค่าทางจิตวิญญาณ
  • ครอบครัว
  • สุขภาพ
  • มิตรสหาย โดยเฉพาะกัลยาณมิตร
  • ความหลงใหล (passion)
  • การงานและวิชาชีพ

คิดแล้วก็สลดเล็กน้อย ว่าที่ผ่านมาเอาสิ่งที่เป็นอสาระมาเบียดเบียนสาระในชีวิตเสียเยอะ




ไม่เป็นไร
คิดได้ก็ดีแล้ว



เริ่มวันนี้ละ.