Pages

Showing posts with label Dhamma. Show all posts
Showing posts with label Dhamma. Show all posts

2011/05/18

7 คืน 8 วัน ที่ยุวพุทธฯ (ตอน ๒)


คุณแม่สิริคือใคร?
ผมเองได้อ่านหนังสือธรรมะมาเยอะ ก็รู้จักคุณแม่สิริอยู่ก่อนแล้วผ่านทางหนังสือ คุณแม่สิริท่านเป็นวิปัสสนาจารย์ (อาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐาน) ที่ได้รับวิชามาจากท่านเจ้าคุณที่เป็นปรมาจารย์ทางวิปัสสนาของไทย จุดเด่นของคุณแม่ก็คือ ท่านสามารถสร้างหลักสูตรที่ทำให้ผู้เข้าปฎิบัติสามารถเข้าใจง่าย เป็นลำดับขั้นตอนชัดเจน และที่สำคัญ ท่านเสียสละอุทิศตนให้กับการสอนวิปัสสนามายาวนานมาก หากใครก็ตามได้ยินเสียงของคุณแม่จะรู้สึกได้ถึงความเมตตากรุณาในดวงจิตของท่านแน่นอน


หลายคนอาจสงสัยว่าตั้ง ๗ คืน ๘ วัน มีกิจกรรมอะไรกันนักหนา?
คำตอบคือ หลักๆ มีอยู่ ๓ อย่างเท่านั้นเอง (สามอย่างนี้คือทางสู่นิพพาน มรรคมีองค์ ๘)

๑.กำหนดอิริยาบถย่อย
๒.เดินจงกรม
๓.นั่งสมาธิ

ทำแค่นี้จริงๆ


ขออธิบายเพื่อขยายความซักหน่อย
---------------------------------------------------------------------
๑.การกำหนดอิริยาบถย่อย ถือเป็นหัวใจของการฝึกสติให้กำหนดรู้ตัวอยู่เสมอ คุณแม่สิริฯเมตตาสอนพวกเราว่า สิ่งนี้มีความสำคัญถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด วิธีการทำก็คือ การตามรู้หรือกำหนดรู้ในสิ่งที่เราทำอยู่ตลอดเวลา เช่น หากเรากำลังเคี้ยวข้าว ใจของเราก็ต้องระลึกอยู่ในใจว่า "เคี้ยวหนอ" และพยายามทำอาการทีละอย่างเพื่อที่จิตเราจะกำหนดตามได้ทัน หากมีอะไรมากระทบก็ให้รู้ทัน เช่น ถ้ามีเสียงฟ้าร้องดัง เราก็ต้องกำหนดทันทีว่า "ยินหนอ" แล้วกลับมาตั้งใจทำสิ่งที่เราทำอยู่ต่อไป การทำเช่นนี้จะเป็นการตัดตอนกิเลสใดๆ ที่เกิดจากการคิดหวนอดีต กังวลอนาคต ซึ่งส่งผลให้เราตัดการทำชั่วทั้งหมดไปได้ ถ้าหากเราทำอย่างช่ำชองตลอดเวลา ทุกขณะจิต จะทำให้เราเข้าถึงสัจธรรมและสามารถตัดกิเลสได้ถาวรหมดสิ้น จนทำให้ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก (นิพพาน)

๒.การเดินจงกรมคือ การเป็นกำหนดตามรู้กายอย่างมีแบบแผนขึ้นมาหน่อย โดยคุณแม่ให้ความสำคัญ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ของทั้งหมด

๓.การนั่งสมาธิ เป็นการเจริญสมาธิและสติตามแนววิปัสสนาเพื่อให้ได้ญานระดับต่างๆ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ามี ๑๖ ระดับ มีความสำคัญอยู่ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์
-------------------------------------------------------------------------------------------------


นอกจากนี้ กิจกรรมอื่นๆ ที่ได้ทำเสริมก็คือ การฟังธรรม การพูดคุยสอบอารมณ์กับวิทยากร อันจะช่วยให้องค์รวมของความเข้าใจทางธรรมะของพระพุทธเจ้าแจ่มชัดยิ่งขึ้น





ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า การมาปฏิบัติธรรมที่นี้ไม่ได้ยากลำบากอย่างที่หลายคนคิดกัน

ด้านบุคลากรก็เพียบพร้อม วิทยากรแต่ละท่านล้วนมีความตั้งใจและจิตกรุณาหวังที่จะสอนเราให้พัฒนาขึ้นๆ เจ้าหน้าที่ แม่บ้าน ก็ทำหน้าที่ของตนได้ไม่ขาดตกบกพร่อง

ด้านที่อยู่อาศัย อาคารสถานที่ รวมทั้งอาหารเครื่องดื่มก็พูดได้ว่าสะดวกสบายมาก (ภาษาบาลีเรียกว่าสัปปายะ คือเหมาะควรแก่การปฏิบัติธรรม) นอนห้องแอร์ ห้องน้ำสะอาด อาหารมังสะวิรัติครบสามมื้อ แถมมีตู้เครื่องดื่มไว้บริการอีก


ทั้งหมดทั้งมวลดูจะพร้อมสรรพสำหรับการเรียนรู้ เพียงแต่ว่าผลที่ได้นั้นย่อมแตกต่างไป ตามแต่ความตั้งใจและบุญเก่าของผู้ปฏิบัติด้วย
(ต่อตอน ๓)

7 คืน 8 วัน กับการปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธฯ






















เมื่อวันที่ ๑๐ - ๑๗ พ.ค. ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในหลักสุตรยอดนิยมที่กล่าวกันว่าเปลี่ยนชีวิตของคนมานับแสน "หลักสูตรพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาและสันติสุข โดยคุณแม่สิริ กรินชัย"


ช่วงหลังจากจบมหาวิทยาลัยมา ผมนิยมอ่านหนังสือธรรมะเป็นประจำอยู่แล้ว เพื่อขัดเกลานิสัยตนเอง เพราะรู้ตัวว่า เป็นคนมีความโลภ โกรธ หลง ค่อนข้างเยอะ และถ้าหากไม่มีธรรมะมาเป็นตัวเบรคซะบ้างจะทำให้ตัวเองเถลไถลออกนอกเส้นทางชีวิตที่คิดและควรจะไป


เหตุผลหลักๆ ที่ตัดสินใจหักดิบครั้งนี้ก็คือ

๑. รู้สึกว่าตัวเองเจอประสบการณ์เฉียดตายบ่อยพอสมควร ทำให้ตระหนักว่า ความตายอยู่ใกล้จริงๆ ไม่รู้เลยว่าจะมาถึงเมื่อไร เหมือนกับคำของพระไพศาล วิศาโลที่ว่า "เราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้กับชาติหน้า อย่างไหนจะมาถึงก่อนกัน" จึงปลงใจได้ว่าควรหาวิธีเตรียมตัวตายโดยการฝึกสติโดยไม่ผัดวันประกันพรุ่งอีกแล้ว

๒. อ่านหนังสือธรรมะเยอะมากถึงขึ้นหนึ่ง เริ่มใฝ่รู้และอยากก้าวหน้าในทางธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งถือว่าเป็นยอดของพระพุทธศาสนา เลยอยากจะสัมผัสซักครั้งว่าเป็นอย่างไร

๓. รู้สึกอยู่ลึกๆ ว่า ชีวิตมันเคว้งๆ ไม่มีที่ยึดเหนี่ยวทางใจที่แท้จริง ที่ผ่านมาการมุ่งมั่นทำงานหนัก (มีอยู่บางช่วงเหมือนกันที่รู้สึกอย่างนั้น) การได้เงินมากๆ การพักผ่อนท่องเที่ยว ฯลฯ ไม่เคยเติมใจที่พร่องไปได้

๔. ช่วงที่ทำงานสมุยแล้วมีประสบการณ์ติดเกาะ (คงจำได้ว่าน้ำเพิ่งท่วมไปไม่นาน) ช่วยตอกย้ำว่า อะไรก็ไม่แน่นอน อะไรสำคัญที่สุดในชีวิตควรทำก่อน เลยตัดสินใจได้ว่าควรเรียนรู้สิ่งที่สำคัญยิ่งก่อน




เมื่อตัดสินใจไปแล้ว ก็พยายามเตรียมตัวทำใจให้สงบและอ่านหนังสือธรรมะ แต่ไปๆมาๆ กลับเล่นเน็ต เล่นเกมส์ ฟังเพลงไปวันๆ เหมือนกิเลสในตัวมันเริ่มแข็งขืนต่อต้านสิ่งที่จิตแท้เราปรารถนายังไงยังงั้น

เมื่อรู้ว่าเราต้องจัดเตรียมชุดขาวไปให้ครบโดยไม่มีการซัก ทำให้สองวันสุดท้ายก่อนเข้าปฏิบัติ จึงต้องง่วนอยู่กับการหาซื้อเสื้อผ้าและจัดเตรียมสิ่งของ (และก็เตรียมใจไปพร้อมๆ กัน)


ตอนนั้นเริ่มรู้สึกลึกๆ ว่า "นี่เราจะทำได้หรือ?"


แต่แล้วพอได้ก้าวเท้าเข้าไปในยุวพุทธฯ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ตัวเองที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง
(ต่อตอน ๒)