จากที่เคยคิดว่ามีความตั้งใจมุ่งมั่น อยากมาด้วยตัวเอง ไม่มีใครบังคับให้มา แต่พอมาเจอกับตารางกิจกรรมที่ต้อง เดินจงกรม นั่งสมาธิ สวดมนต์ กำหนดตามรู้อิริยาบถย่อย ฟังธรรม ก่อนนอนก็ต้องกำหนดสติอีก(เรียกได้ว่าปฏิบัติกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง) เล่นเอาผมเกือบถอดใจเลยทีเดียว
วิทยากรบอกไว้ตั้งแต่วันแรกเลยว่า ช่วงสองสามวันแรกจะรู้สึกโหยหา อยากกลับบ้าน คิดถึงงาน แฟน ครอบครัว ฯลฯ แต่พอพ้นสามวันไปได้ วันที่สี่จะอยู่ได้สบาย เพราะมีความชิน อยู่ตัวด้วยความสงบของจิตใจ
สำหรับผมกลับตรงกันข้าม สามวันแรกถือว่ายังไฟแรงมาก รู้สึกสบายๆ ไม่หนักเท่าไร
แต่พอผ่านวันที่สี่เป็นต้นไป กลับเริ่มมีความเบื่อหน่าย (อยากผลักไส อันเป็นอารมณ์ของโทสะจริต) รู้สึกว่าอยากกลับใช้ชีวิตปกติ คิดถึงที่บ้าน กังวลเรื่องงาน และอื่นๆ เรื่อยเปื่อย เคราะห์ดีที่การปฏิบัติครั้งนี้ไม่ใช่สมถกรรมฐานที่ต้องกำหนดจิตให้สงบนิ่ง หากนี่คือวิปัสสนากรรมฐานที่ต้องการให้เราตามดูจิต หากจิตเราฟุ้ง ก็ให้รู้ในใจว่า "ฟุ้งหนอ" แล้วกลับมากำหนดตามรู้กายเหมือนเดิม ให้รู้ตามความเป็นจริงโดยไม่เพ่งบังคับ
วันที่ห้าเป็นต้นไปจึงเหมือนบททดสอบตัวเองกลายๆ เพราะเวลาปฏิบัติ เห็นจิตตัวเองว่า "ฟุ้งหนอ" "คิดหนอ" "เบื่อหนอ" "เมื่อยหนอ" "ง่วงหนอ" มาเป็นขบวน กลายเป็นว่าความฟุ้งซ่านรำคาญมารบกวนตลอดเวลา พานคิดไปว่าหรือเราอาจจะไม่เหมาะกับการปฏิบัติธรรม (คล้ายเป็นบัวใต้น้ำ)
สิ่งที่คอยพยุงใจให้แน่วแน่อยู่รอดมาได้ก็คือ การฟังธรรมบรรยาย ผู้บรรยายทุกท่านทั้งที่เป็นพระอาจารย์หรือฆราวาส ล้วนแล้วแต่มีความรู้และความสามารถสูงมาก ฟังธรรมครั้งใดก็รู้สึกสนุกและจับใจ ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกว่า การได้เรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งประเสริฐสูงสุดในชีวิต สิ่งใดไม่รู้ก็ได้รู้ สิ่งใดที่ยังเคลือบแคลงสงสัย ก็กระจ่างคลาย สิ่งใดที่รู้แล้วก็ยิ่งตอกย้ำความศรัทธามั่นใจในพระพุทธศาสนายิ่งทบทวีคูณ
ในที่สุดก็ตั้งใจปฏิบัติต่อจนครบทั้งแปดวันได้
วันสุดท้ายก่อนกลับ มีการให้ผู้ปฏิบัติได้ออกมาแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้จากการปฏิบัติ นับเป็นการสรุปใจความของห้วงเวลาที่เราทั้งหลายใช้ร่วมกันได้อย่างงดงาม
ผมได้ฟังเรื่องของด็อกเตอร์ผู้ซึ่งจบมาเป็นอาจารย์ แต่เนื่องด้วยงานที่รุมเร้า เครียดมากจนร่างกายชา กลายเป็นคนโมโหร้าย คนรอบข้างผวาที่จะเข้าใกล้
ลูกสาวลูกชายคู่หนึ่งรวมเงินกันเพื่อบริจาคร่วมเป็นเจ้าภาพและเพียรขอให้คุณพ่อมาเข้าปฏิบัติธรรมในปัจฉิมวัย
พ่อแม่บางคนจ้างลูกสองแสนบาทเพื่อให้ได้มาเรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า
คุณยายมือใหม่ท่านหนึ่ง ผู้อยากเห็นหน้าหลานซึ่งเพิ่งคลอดได้ไม่กี่วัน แต่จำต้องมาพากเพียรปฏิบัติธรรมอย่างยิ่งยวด เพียงเพื่อหวังปาฏิหาริย์ของกุศลกรรมที่จะช่วยยื้อชีวิตของเธอให้อยู่ดูแลหลานให้ได้นานที่สุด หลังจากที่แพทย์อบอกให้เธอกลับไปพักผ่อนที่บ้านในช่วงเวลาสุดท้าย... มะเร็งร้ายให้เวลาเธอไม่เกิน 6 เดือนเท่านั้น
เกือบสี่ร้อยชีวิต
ทุกคนต่างที่มา รวย จน ต่ำ สูง ตำแหน่ง ลาภ ยศ อันเป็นมายาของสังคม ไม่เท่ากัน
แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ เราต่างกำลังเผชิญกระแสทุกข์ของชีวิตอันเชียวกรากนี้เช่นกัน และพวกเราต่างเพียรแสวงหาสิ่งยึดเหนียวไม่ให้จิตใจอันอ่อนล้าจมหายลงไป...
เมื่อกลับออกมาแล้วถามตัวเองว่า ได้อะไรจากคอร์สนี้บ้าง
ตอบตัวเองได้ว่ากลับมาแล้วรู้สึกอยากเป็นคนดีมากขึ้น และคิดว่าจะทำผิดศีลให้น้อยที่สุด ทำบุญให้มากที่สุด สวดมนต์ แผ่เมตตา และให้อภัย ที่สำคัญคือจะไม่ผัดผ่อนกับชีวิตอีกแล้ว อะไรสำคัญต้องมาก่อน
ชีวิตนี้น้อยนัก หลักใดที่ชีิวิตของเราจะยึดเหนี่ยว? หนทางอันใดที่เราจะเลือกก้าวเดิน?
สาระอันใดในการแก่งแย่ง ต่อสู้เพื่อสร้างและสะสม เพื่อที่สุดท้ายเราจะต้องทิ้งไว้เป็นสมบัติของโลก เมื่อเราละสังขาร อริยทรัพย์ต่างหากที่จะติดตามเราไปในทุกหนแห่ง
ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรม และเกิดปัญญาเห็นความจริงของชีวิต พร้อมเดินทางสู่พระนิพพาน พ้นบ่วงแห่งวัฏสังสารโดยเร็วเทอญ.
No comments:
Post a Comment