จนเมื่อจับพลัดจับผลู รวมผลงานกลอนเก่าๆ และแต่งผลงานใหม่เพิ่ม จับแต่งตัวแล้วส่งเข้าประกวด ได้รางวัล Young Thai Artist Awards สาขาวรรณกรรมในปีแรกที่มีการจัดแข่งขัน ส่งผลให้มีหนังสือกลอนออกวางจำหน่าย ตอนนั้นเคยคิดภูมิใจในผลงานของตัวเองว่ามันเจ๋งซะเต็มประดา ลำพองในตัวตนและในผลงานประหนึ่งพ่อแม่ที่มักคิดว่าลูกของตัวน่ารักเสียยิ่งกว่าลูกใครๆ เคยมั่นหมายว่าจะดำเนินทางนักเขียนได้ตลอดรอดฝั่ง ฝากผลงานอันทรงคุณค่าให้นักอ่าน เป็นที่จดจำ เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ บลา บลาๆๆๆ
ไฟมันแรงจริงๆ ช่วงนั้น เหมือนที่เค้าเรียกกันว่า ไฟไหม้ฟาง
จนเมื่อต้องทำงานประจำ และมีอันต้องโยกย้ายไปทำงานที่ต่างจังหวัด ได้เปลี่ยนไปยังสายงานที่แปลกออกไป เป็นสายงานที่ผู้คนไม่ค่อยรู้จัก รวมทั้งเราในตอนนั้นด้วย
ห้าปีผ่านไป
ทุกวันนี้มองชีวิตและการเป็นนักเขียนในอีกมุมหนึ่ง
ถามตัวเองว่าอยากเป็นนักเขียนเพื่ออะไร?
เงิน
ชื่อเสียง
ความภูมิใจ
ความสุขที่ได้เขียน
ฯลฯ
กลับตอบตัวเองไม่ได้
เงิน-คิดว่าทำงานประจำก็พอเลี้ยงตัวเองได้แล้ว
ชื่อเสียง-ตอนนี้รู้แล้วว่าไม่อยากได้
ความภูมิใจ-หากความภูมิใจผูกติดกับชื่อเสียงและเงินทอง แล้วจะมีทำไม?
ความสุขที่ได้เขียน-หากเขียนด้วย โลภ โกรธ หลง แล้วจะมีความสุขที่แท้ได้อย่างไร?
คิดใหม่ทำใหม่ กลับไปที่ต้นทางของความคิดที่อยากจะเขียนบันทึก ไดอารี่ บล็อก ฯลฯ
สรุปได้แล้วว่าตอนนี้ จะเขียนเพื่อเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น ผ่อนคลาย ฝึกฝน และไม่คาดหวัง
จึงเป็นที่มาของบล็อกนี้
Klui the Blogger.
ฮ่าๆๆ ชอบจังที่บอกว่าภูมิใจในผลงานเหมือนพ่อแม่มองว่าลูกตัวเองน่ารักที่สุด ได้อารมณ์มากๆ
ReplyDeleteเราก็มี"ข้ออ้าง"มากมายเหมือนกันในการ(ยัง)ไม่เขียน
วันก่อนฟังพี่นิ้วกลมให้สัมภาษณ์ที่ greenwave
เค้าบอกว่า สิ่งแรกที่เราจะได้จากการเขียน ก็คือการเข้าใจตัวเองนี่แหละ
เวลาเขียน ให้เขียนเหมือนว่าจะไม่มีบก.หรือใครคนใดในโลกได้อ่าน แล้วมันจะเป็นงานเขียนที่จริงใจและดีที่สุด :)
ชอบบทสรุปมากเลยพี่ขลุ่ย
ReplyDeleteโบก็มองเห็นตัวเองแบบเดียวกันนะ คือมีความสุขกับการเขียน ชอบ อยากฝึกฝน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่เงินทองมาก็ดีฮ่าๆ เพราะยังงกอยู่ และเขียนเพื่อฝึกฝน
ที่สำคัญฝึกสมาธิคนไฮเปอร์อย่างโบ และมีคนอ่านชอบงานของเรา หรืองานของเราทำให้คนอื่นเกิดแรงบันดาลใจในสิ่งดีๆ บ้าง เกิดแรงกระเพื่อมของสังคม ทำให้คนอ่านมีความสุข แล้วสรุปพูดไปพูดมา นี่คือ ความคาดหวังรึเปล่านะ
พึ่งอ่านจบ เราก็คิดอย่างนี้ เคยเขียนๆไว้ แต่ไม่เป็นหมวดหมู่ คิดอะไรได้ก็เขียน มีเวลากลับมาอ่าน รู้เลยว่าความคิดเราเปลี่ยนไปได้เสมอ
ReplyDeleteเราชอบนะ ชอบอ่าน ชอบดูวิธีการถ่ายทอดความคิด...บางตอนเหมือนอ่านความคิดตัวเองเลย...ขอเป็นผู้ติดตามผลงานอีกคน
เกิดแรงบันดาลใจ อยากเขียนจริงจังบ้างแล้วหละ ^_^